รถคันเก่งของคุณเจอแดดบางแคทั้งปี เจอฝนกรดทุกฤดู และคราบจากการจอดใต้ต้นไม้ ถึงจุดหนึ่ง สีรถจะเริ่มบอกเองว่าไม่ไหวแล้ว — คำถามคือ เจ้าของรถส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คือเวลาที่ควรทำสีใหม่ทั้งคัน และเมื่อไหร่ที่แค่ทำเฉพาะจุดก็พอ
ในบทความนี้ ช่างใหญ่ของ PJ Car Clinic จะแชร์เช็คลิสต์ 5 สัญญาณ ที่เราใช้ประเมินรถลูกค้าเป็นประจำ พร้อมวิธีที่คุณเช็คเองได้ที่โรงจอดบ้าน ไม่ต้องขับมาหาเรา
1. สีซีดเป็นหย่อมใหญ่บนหลังคาและฝากระโปรง
สองจุดนี้รับแดดเต็มๆ แทบทุกวัน ถ้ามองในที่ร่มแล้วเห็นความแตกต่างของโทนสีระหว่างหลังคากับประตู มากกว่าครึ่งหนึ่งของสีเดิมถูกทำลายแล้ว การขัดเคลือบช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าสีซีดลึกถึงชั้นสีจริง การทำสีใหม่คือทางเดียว
2. เคลียร์โค้ตลอกเป็นแผ่น
เมื่อชั้นเคลียร์โค้ตเริ่มลอกเป็นแผ่น แปลว่าชั้นปกป้องหมดอายุแล้ว น้ำและ UV จะเข้าถึงชั้นสีจริงโดยตรง จุดนี้ยิ่งปล่อยยิ่งลาม การพ่นใหม่ทั้งแผงคือทางที่คุ้มที่สุด
3. รอยขูดขีดลึกหลายจุด
รอยที่ลูบแล้วสะดุดเล็บ คือรอยที่ลึกเกินกว่าการขัด ถ้ามีมากกว่า 4-5 จุดกระจายทั้งคัน ค่าซ่อมเฉพาะจุดรวมกันมักแพงกว่าการทำสีรอบคัน
4. คราบถาวรที่ขัดไม่ออก
คราบน้ำฝน คราบยางไม้ และมูลนกที่ทิ้งไว้นาน จะกัดลงไปถึงเนื้อสี ถ้าขัดด้วย Compound แล้วยังเห็นเงาคราบ แปลว่าผิวสีเสียถาวร
5. เสียหายเกิน 2 พาเนล
งานชนที่กินพื้นที่มากกว่า 2 แผง การไล่เฉดให้กลืนกันทั้งคันทำได้ยากกว่าการทำสีรอบคัน และผลลัพธ์ที่ได้ก็เนียนกว่ามาก
ขั้นตอนต่อไป
ถ้ารถของคุณเข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ส่งรูปมาทาง LINE ได้เลย ช่างใหญ่ตรวจเองและตีราคากลับภายใน 15 นาที ไม่มีค่าใช้จ่าย

